สัญญาและภาษีเบื้องต้นสำหรับคนทำงาน Fractional ในไทย
หัวข้อที่ต้องมีในสัญญางาน Fractional และพื้นฐานภาษีเงินได้ที่ควรรู้ อ้างอิงข้อมูลจากกรมสรรพากร พร้อมคำแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
คุณได้ลูกค้า Fractional รายแรก ลูกค้าส่งร่างสัญญามา 6 หน้า พร้อมถามว่า "ออกใบแจ้งหนี้ในนามบุคคลหรือบริษัทครับ" คุณเพิ่งรู้ตัวว่ายังไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย บทความนี้รวบรวมพื้นฐานที่ควรรู้ เพื่อให้คุณคุยกับลูกค้าและนักบัญชีได้อย่างมั่นใจ
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษีเฉพาะกรณี กฎเกณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรและปรึกษานักบัญชีหรือนักกฎหมายก่อนตัดสินใจ
สัญญางาน Fractional คืออะไร
คือข้อตกลงที่กำหนดว่าคุณให้บริการอะไร ในเวลาเท่าไร ได้ค่าตอบแทนอย่างไร และทั้งสองฝ่ายมีสิทธิหน้าที่อะไรบ้าง งาน Fractional มักเป็นการให้บริการแบบอิสระ ไม่ใช่การเป็นลูกจ้าง ลักษณะงานจริงจึงควรสอดคล้องกับสถานะที่เขียนไว้ในสัญญา
หัวข้อที่สัญญาควรมี
ขอบเขตและสิ่งที่ส่งมอบ
บทบาท ความรับผิดชอบ จำนวนวันหรือชั่วโมงโดยประมาณ สิ่งที่ส่งมอบ และ KPI ถ้ามีโบนัสตามผลงาน ต้องระบุวิธีวัดและ Baseline ให้ชัด
ค่าตอบแทนและการชำระเงิน
ค่าบริการรายเดือน รอบวางบิล ระยะเวลาชำระเงิน (เครดิตเทอม) สกุลเงิน และเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย ว่าใครรับผิดชอบส่วนไหน
ทรัพย์สินทางปัญญา
งานที่คุณสร้างระหว่างสัญญาเป็นของใคร และคุณยังใช้เครื่องมือ Template หรือความรู้เดิมของตัวเองกับลูกค้ารายอื่นได้หรือไม่
การรักษาความลับและข้อมูลส่วนบุคคล
ข้อกำหนดเรื่องข้อมูลลับ และการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ถ้าคุณต้องเข้าถึงข้อมูลลูกค้าหรือพนักงาน
การยกเลิกสัญญาและข้อจำกัด
ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้า วิธีส่งมอบงานเมื่อสิ้นสุด ข้อห้ามแข่งขันหรือห้ามชักชวนพนักงาน และขอบเขตความรับผิด
ภาษีเงินได้: พื้นฐานที่ควรรู้
ประเภทเงินได้
ตามตารางของกรมสรรพากร เงินได้ตามมาตรา 40(2) คือ "เงินได้จากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า" ซึ่งเป็นประเภทที่งานบริการแบบอิสระจำนวนมากเข้าข่าย แต่การจัดประเภทที่ถูกต้องขึ้นกับลักษณะงานจริง งานบางลักษณะอาจเข้าข่ายเงินได้จากวิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) หรือเงินได้จากการประกอบธุรกิจตามมาตรา 40(8) แทน ซึ่งมีวิธีหักค่าใช้จ่ายต่างออกไป ควรให้นักบัญชีช่วยพิจารณา
การหักค่าใช้จ่าย
กรมสรรพากรระบุว่า ตั้งแต่ปีภาษี 2560 เงินได้ตามมาตรา 40(1) และ 40(2) หักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50 แต่รวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาท หากคุณมีทั้งเงินเดือนและรายได้ Fractional ต้องนับรวมกันในเพดานนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคลมักหักภาษี ณ ที่จ่ายก่อนโอนเงิน ให้เก็บหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ทุกฉบับ เพื่อใช้ยื่นภาษีปลายปี
การยื่นแบบ
ทุกคนที่มีเงินได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ถ้าคุณมีเงินได้ตามมาตรา 40(2) และไม่มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) ให้ยื่นปีละครั้งด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 (แบบ ภ.ง.ด.91 ใช้เฉพาะผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) ประเภทเดียว) ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 ส่วนผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) ถึง 40(8) กรมสรรพากรกำหนดให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 สำหรับครึ่งปีด้วย
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ถ้ารายได้ของคุณใกล้เกณฑ์นี้ ควรวางแผนล่วงหน้า
บุคคลธรรมดาหรือจดบริษัท
บางคนเริ่มในนามบุคคล แล้วจดบริษัทเมื่อรายได้และจำนวนลูกค้าเพิ่ม ทางเลือกนี้มีผลทั้งภาษี ภาระบัญชี และความน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าองค์กร ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน ควรให้นักบัญชีคำนวณเปรียบเทียบจากตัวเลขจริงของคุณ และถามลูกค้าก่อนว่าฝ่ายจัดซื้อของเขาต้องการเอกสารแบบใด
ข้อควรระวัง
- อย่าเซ็นสัญญาที่ไม่ได้อ่านเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและข้อห้ามแข่งขัน
- เก็บหลักฐานรายรับ ใบแจ้งหนี้ และ 50 ทวิ ให้ครบตั้งแต่เดือนแรก
- กันเงินไว้จ่ายภาษี อย่าใช้รายรับทั้งหมด
สัญญาที่ชัดช่วยรักษาความสัมพันธ์ ส่วนเอกสารที่ครบช่วยรักษาเงินของคุณ
ทำอะไรต่อ
- ทำ Checklist หัวข้อสัญญาจากบทความนี้ แล้วใช้ตรวจทุกสัญญาก่อนเซ็น
- เปิดบัญชีแยกสำหรับรายรับจากงาน
- สร้างแฟ้มเก็บใบแจ้งหนี้และ 50 ทวิ แยกตามปีภาษี
- นัดคุยกับนักบัญชีเพื่อประเมินรายได้ทั้งปีและทางเลือกด้านภาษี
- ทบทวนข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์กรมสรรพากรทุกปี
ถ้ากำลังกำหนดค่าบริการ อ่านต่อได้ที่ ตั้งราคาแบบ Retainer สำหรับ Fractional และสำหรับคนที่ขายของออนไลน์ควบคู่ ดู เรื่องภาษีที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์ต้องรู้