จดทะเบียนบริษัท vs บุคคลธรรมดา: SME ควรเลือกแบบไหน?
เทียบการทำธุรกิจแบบบุคคลธรรมดากับจดบริษัทจำกัด ทั้งภาษี ความน่าเชื่อถือ ความรับผิด และภาระบัญชี พร้อมสัญญาณว่าถึงเวลาจดและขั้นตอนเริ่มต้น
ร้านเบเกอรี่ออนไลน์ที่เริ่มจากขายเพื่อนๆ วันหนึ่งได้ออร์เดอร์จากบริษัทใหญ่ให้ทำของขวัญปีใหม่ 500 กล่อง ฝ่ายจัดซื้อถามกลับมาคำเดียวว่า ออกใบกำกับภาษีในนามบริษัทได้ไหม คำถามนี้ทำให้เจ้าของร้านต้องคิดจริงจังว่า ควรทำต่อแบบบุคคลธรรมดา หรือถึงเวลาจดบริษัทแล้ว
สองรูปแบบนี้ต่างกันยังไง
บุคคลธรรมดา คือคุณทำธุรกิจในนามตัวเอง รายได้จากธุรกิจรวมเป็นเงินได้ของคุณ ส่วน บริษัทจำกัด คือนิติบุคคลที่แยกจากตัวคุณ มีบัญชี ภาษี และความรับผิดแยกออกมา
บุคคลธรรมดา
- ข้อดี: เริ่มได้เร็ว ค่าใช้จ่ายและงานเอกสารน้อยกว่า เปลี่ยนหรือหยุดธุรกิจได้ง่าย
- ภาษี: เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบอัตราก้าวหน้า ตาม กรมสรรพากร อัตราสูงสุดคือร้อยละ 35 สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท
- ข้อจำกัด: ลูกค้าองค์กรบางรายอยากทำงานกับนิติบุคคล และหนี้สินของธุรกิจผูกกับทรัพย์สินส่วนตัวของคุณ
บริษัทจำกัด
- ข้อดี: ดูน่าเชื่อถือในสายตาลูกค้าองค์กรและหน่วยงานรัฐ แยกเงินธุรกิจกับเงินส่วนตัวชัด ผู้ถือหุ้นรับผิดจำกัดตามมูลค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบ
- ภาษี: กรมสรรพากร ระบุว่าบริษัทที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบขั้นบันได: กำไรสุทธิไม่เกิน 300,000 บาทได้รับยกเว้น ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาท ร้อยละ 15 และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท ร้อยละ 20
- ภาระ: ต้องทำบัญชีตามมาตรฐาน มีผู้สอบบัญชี ยื่นงบการเงินทุกปี และมีค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับสำนักงานบัญชี
- ผู้ก่อตั้ง: Thai PBS รายงานว่าตั้งแต่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 กฎหมายแก้ไขให้ใช้ผู้เริ่มก่อการขั้นต่ำ 2 คน จากเดิม 3 คน
อย่าเทียบอัตราภาษีตรงๆ อย่างเดียว เพราะฐานที่ใช้คำนวณต่างกัน บุคคลธรรมดามีการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทมีค่าทำบัญชีและการจ่ายเงินออกจากบริษัทมาเป็นของตัวเอง เช่น เงินเดือนหรือเงินปันผล ซึ่งมีภาษีอีกชั้น ควรให้นักบัญชีคำนวณจากตัวเลขจริงของคุณ
สัญญาณว่าถึงเวลาพิจารณาจดบริษัท
- ลูกค้าองค์กรขอเอกสารในนามนิติบุคคล: และเป็นลูกค้าที่มีผลต่อรายได้ของคุณมาก
- กำไรเริ่มสูงจนภาษีส่วนตัวขยับขั้นแรง: ให้นักบัญชีเปรียบเทียบสองแบบให้
- ธุรกิจมีความเสี่ยงหรือมีสัญญามูลค่าสูง: อยากแยกความรับผิดออกจากทรัพย์สินส่วนตัว
- มีหุ้นส่วนหรืออยากระดมทุน: โครงสร้างหุ้นทำให้แบ่งความเป็นเจ้าของได้ชัด
- จะจ้างพนักงานประจำหลายคน: ระบบเงินเดือนและสวัสดิการจัดการในนามบริษัทได้เป็นระบบกว่า
เรื่อง VAT ที่ต้องรู้ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน
คู่มือของ กรมสรรพากร ระบุว่าผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือบริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกิน เกณฑ์นี้ใช้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- จดบริษัทเร็วเกินไป ทั้งที่รายได้ยังไม่แน่นอน แล้วต้องจ่ายค่าบัญชีทุกเดือน
- จดบริษัทแล้วยังใช้บัญชีธนาคารส่วนตัวรับเงินลูกค้า ทำให้บัญชีปนกัน
- คิดว่าจดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยลงเสมอ โดยไม่คำนวณภาษีตอนนำเงินออก
- ไม่ทำสัญญาผู้ถือหุ้นกับหุ้นส่วน เรื่องสัดส่วน อำนาจ และการออก
รูปแบบธุรกิจที่ดีที่สุด คือแบบที่ตรงกับขนาดและแผนของคุณตอนนี้ ไม่ใช่แบบที่ดูใหญ่ที่สุด
เริ่มต้นยังไง
- สรุปรายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรย้อนหลัง 12 เดือน รวมแผนรายได้ปีหน้า
- นัดนักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีให้คำนวณภาษีทั้งสองแบบจากตัวเลขจริง
- ถ้าตัดสินใจจด ศึกษาขั้นตอนและค่าธรรมเนียมล่าสุดกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งรับจดทะเบียนออนไลน์ได้
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัท และแยกเงินส่วนตัวกับธุรกิจตั้งแต่วันแรก
- วางระบบเอกสาร ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และตารางยื่นภาษีประจำเดือน
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป อัตราและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ ดูคอร์สที่เกี่ยวข้องบน Plants.work Learn เช่น จดบริษัท ใช้ทุนเท่าไรดี, กฎหมายธุรกิจและการจดทะเบียนบริษัทเบื้องต้น และ ภาษีที่ SME ต้องรู้ หรืออ่านต่อที่ ภาษีสำหรับคนขายของออนไลน์