Layoff ในไทยช่วงปี 2025 ถึง 2026: เกิดอะไรขึ้น และคนทำงานควรเตรียมตัวอย่างไร
สรุปสถานการณ์เลิกจ้างในไทยจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ สาเหตุหลัก งานที่ยังเติบโต และ 5 สิ่งที่คนทำงานควรทำตอนนี้
ช่วงนี้แทบทุกสัปดาห์จะมีข่าวโรงงานปิดตัว บริษัทปรับโครงสร้าง หรือเพื่อนในกลุ่มไลน์ที่บอกว่า “ทีมโดนยุบ” จนหลายคนเริ่มถามตัวเองว่าตำแหน่งของเราปลอดภัยแค่ไหน บทความนี้สรุปภาพที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ อธิบายสาเหตุหลัก และให้แผนเตรียมตัวที่คนทำงานลงมือได้จริง
ภาพรวม: ตัวเลขบอกอะไรเรา
Nation Thailand รายงานเมื่อกุมภาพันธ์ 2025 โดยอ้างข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่า มีโรงงานปิดกิจการ 1,140 แห่งในปี 2022, 1,811 แห่งในปี 2023 และ 1,234 แห่งในปี 2024 ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่ามีธุรกิจปิดตัวอย่างน้อยราว 100 แห่งต่อเดือนในช่วงสองปีก่อนหน้า กลุ่มที่ถูกระบุว่าเปราะบาง ได้แก่ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ โลหะ และเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์
อีกด้านหนึ่ง People Matters รายงานตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่าอัตราว่างงานไตรมาส 3 ปี 2025 อยู่ที่ 0.76% หรือราว 310,000 คน ซึ่งยังต่ำ แต่จำนวนผู้ทำงานต่ำระดับเพิ่มขึ้น 8.7% แปลว่าปัญหาที่หลายคนเจอไม่ใช่แค่ “ตกงาน” แต่คือ “ได้งานไม่เต็มที่” หรือรายได้ลดลง
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเลิกจ้าง
1. การแข่งขันด้านต้นทุนและสินค้านำเข้าราคาถูก
ผู้ประกอบการหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเหล็กและสิ่งทอ เจอแรงกดดันด้านราคา เมื่อขายไม่ได้ราคา การลดกำลังผลิตและลดคนจึงตามมา
2. การปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์
การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าทำให้ห่วงโซ่อุปทานเดิมบางส่วนต้องปรับตัว งานบางประเภทลดลง ขณะที่ทักษะใหม่เป็นที่ต้องการมากขึ้น
3. AI และ automation เข้ามาทำงานซ้ำๆ
งานที่มีขั้นตอนตายตัว เช่น คีย์ข้อมูล ตอบคำถามลูกค้าพื้นฐาน หรือกระทบยอดบัญชี กำลังถูกระบบอัตโนมัติช่วยทำมากขึ้น ผลคือบางตำแหน่งลดลง แต่บางตำแหน่งเปลี่ยนรูปแบบเป็นงานที่ต้องคุมและตรวจผลของ AI
4. การปรับโครงสร้างเพื่อประสิทธิภาพ
บริษัทจำนวนไม่น้อยรวมแผนก ลดชั้นการบริหาร หรือหยุดธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก แม้ผลประกอบการโดยรวมยังไม่แย่
งานแบบไหนยังเติบโต
รายงาน Future of Jobs 2025 ของ World Economic Forum คาดว่าทั่วโลกจะมีงานใหม่ราว 170 ล้านตำแหน่งและงานที่หายไป 92 ล้านตำแหน่งภายในปี 2030 หรือเพิ่มสุทธิ 78 ล้าน กลุ่มที่โตเร็วที่สุดตามสัดส่วน ได้แก่ Big Data Specialist, FinTech Engineer และ AI/Machine Learning Specialist ขณะที่งานด้านการดูแลสุขภาพ งานขนส่ง และงานพัฒนาซอฟต์แวร์เติบโตมากในเชิงจำนวน แม้เป็นภาพระดับโลก แต่ก็ช่วยชี้ทิศทักษะที่ควรลงทุน
ทักษะที่ WEF ระบุว่าสำคัญขึ้น
- AI และ big data
- เครือข่ายและ cybersecurity
- Technological literacy
- ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
รายงานเดียวกันประเมินว่า 39% ของทักษะหลักที่นายจ้างต้องการจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030
ข้อควรระวังเวลาอ่านข่าว layoff
- ข่าวปิดกิจการไม่ได้แปลว่าทุกอุตสาหกรรมกำลังลดคน บางกลุ่มยังรับคนเพิ่ม
- ตัวเลขจากแหล่งต่างกันนิยามต่างกัน เช่น “โรงงาน” กับ “ธุรกิจ” จึงไม่ควรนำมาบวกกัน
- โพสต์ในโซเชียลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง ควรรอดูข้อมูลจากหน่วยงานหรือสื่อที่เชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจ
ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม แต่อยู่ที่ทักษะที่ตลาดยังต้องการ
คุณควรทำอะไรตอนนี้
- ประเมินความเสี่ยงของงานตัวเอง: ลิสต์งานที่ทำทุกสัปดาห์ แล้วดูว่าส่วนไหนเป็นงานซ้ำที่ระบบอัตโนมัติทำแทนได้ และส่วนไหนต้องใช้วิจารณญาณหรือความสัมพันธ์กับคน
- เรียนใช้ AI ในงานของตัวเอง: เริ่มจากงานที่ทำบ่อยที่สุด ดูคอร์สจากพาร์ทเนอร์ได้ที่ Plants.work Learn
- สร้าง transferable skills: การสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารโปรเจกต์ ใช้ได้แทบทุกอุตสาหกรรม
- เตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน: กันเงินไว้หลายเดือนสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น
- ติดตามตลาดงานสม่ำเสมอ: ดูว่าตำแหน่งที่เปิดรับต้องการทักษะอะไรที่ Plants.work Jobs และอัปเดตเรซูเม่ให้พร้อมเสมอ
ถ้าคุณกำลังเผชิญการเลิกจ้างอยู่ อ่าน สิทธิ์ที่คุณต้องรู้เมื่อถูก Layoff ในไทย และ ถูก Layoff แล้วควร Reskill สายไหนดี หรือปรึกษาเส้นทางอาชีพกับ AI Career Assistant เพื่อวางแผนก้าวต่อไปอย่างมีข้อมูล