TOEIC และ IELTS จำเป็นมั้ยสำหรับการสมัครงาน? คะแนนเท่าไหร่ถึงพอ
เมื่อไหร่ที่ต้องมีคะแนน TOEIC หรือ IELTS ดูยังไงว่าคะแนนเท่าไหร่พอสำหรับงานที่อยากได้ เลือกสอบแบบไหน และแผนเตรียมสอบ 8 สัปดาห์
คุณเลื่อนดูประกาศงานที่อยากสมัคร เจอบรรทัดเล็กๆ ท้ายประกาศว่า "TOEIC 600 ขึ้นไปจะพิจารณาเป็นพิเศษ" ส่วนอีกตำแหน่งเขียนว่า "สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี" โดยไม่บอกคะแนน แล้วคุณก็เริ่มสงสัยว่าต้องไปสอบก่อนสมัครไหม และถ้าสอบ ต้องได้เท่าไหร่ถึงจะพอ
คำตอบสั้นๆ คือขึ้นอยู่กับตำแหน่งและบริษัท ไม่มีคะแนนกลางที่ใช้ได้กับทุกงาน แต่มีวิธีดูที่ชัดเจนว่าคุณควรสอบหรือยัง และควรตั้งเป้าที่เท่าไหร่
TOEIC กับ IELTS คืออะไร ต่างกันยังไง
TOEIC
TOEIC พัฒนาโดย ETS เน้นภาษาอังกฤษในบริบทการทำงาน แบบที่คนไทยใช้สมัครงานมากที่สุดคือ TOEIC Listening and Reading ซึ่งวัดการฟังและการอ่าน ในประเทศไทยจัดสอบโดย CPA (Thailand) ข้อมูลจาก PREP ที่อ้างอิง CPA (Thailand) ระบุว่าค่าสอบรอบ Public Test อยู่ที่ 2,000 บาทต่อครั้ง
IELTS
IELTS วัดครบสี่ทักษะ ฟัง อ่าน เขียน และพูด มีทั้งแบบ Academic สำหรับเรียนต่อ และ General Training สำหรับทำงานหรือย้ายถิ่นฐานในบางประเทศ บทความของ PREP ที่อัปเดตปี 2569 ระบุว่าค่าสอบ IELTS ในไทยอยู่ที่ 8,860 บาท เท่ากันทั้งที่ British Council และ IDP
ค่าสอบเปลี่ยนได้ ก่อนสมัครสอบให้เช็กราคาล่าสุดกับศูนย์สอบโดยตรงทุกครั้ง
ควรเลือกแบบไหน
- สมัครงานในไทย: TOEIC เป็นคะแนนที่ประกาศงานในไทยมักอ้างถึง และค่าสอบถูกกว่า
- เรียนต่อหรือทำงานต่างประเทศ: มักต้องใช้ IELTS หรือการสอบที่สถาบันนั้นกำหนด ให้เช็กเงื่อนไขของปลายทางก่อน
- งานที่ต้องพูดและเขียนอีเมลภาษาอังกฤษทุกวัน: คะแนนช่วยผ่านด่านแรก แต่บริษัทมักทดสอบการพูดเพิ่มตอนสัมภาษณ์อยู่ดี
คะแนนเท่าไหร่ถึงพอ ดูยังไง
แทนที่จะเชื่อตัวเลขที่ได้ยินต่อๆ กันมา ให้ใช้ข้อมูลจากงานที่คุณอยากได้จริง
- เก็บประกาศงาน 10 ประกาศ ในตำแหน่งและระดับเดียวกับที่คุณจะสมัคร
- จดว่ากี่ประกาศที่ระบุคะแนน และระบุเท่าไหร่
- ดูคำที่ใช้: "ขั้นต่ำ" หมายถึงด่านคัดกรอง ส่วน "จะพิจารณาเป็นพิเศษ" หมายถึงเป็นข้อได้เปรียบ ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับ
- ตั้งเป้าให้สูงกว่าตัวเลขที่เจอบ่อยที่สุดเล็กน้อย เพื่อให้มีที่เผื่อ
โดยทั่วไป บริษัทข้ามชาติ ตำแหน่งที่ติดต่อลูกค้าหรือทีมต่างประเทศ และโครงการ management trainee มักขอคะแนนบ่อยกว่างานที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่เกณฑ์จริงต่างกันไปในแต่ละบริษัท
หลายองค์กรกำหนดอายุของคะแนนที่รับ ถ้าคะแนนเก่าแล้ว ให้ถามฝ่ายบุคคลว่ายังใช้ได้หรือไม่
แผนเตรียมสอบ TOEIC 8 สัปดาห์
- สัปดาห์ 1 ถึง 2: ทำข้อสอบเสมือนจริงหนึ่งชุดเพื่อหาคะแนนตั้งต้นและจุดอ่อน แยกว่าพลาด part ไหนมากที่สุด
- สัปดาห์ 3 ถึง 4: ฝึก part ที่อ่อนวันละ 30 ถึง 60 นาที ทบทวนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับงาน เช่น การประชุม การเงิน การเดินทาง
- สัปดาห์ 5 ถึง 6: ทำข้อสอบเต็มชุดจับเวลาสัปดาห์ละชุด ฝึกบริหารเวลาในพาร์ทการอ่าน
- สัปดาห์ 7 ถึง 8: ทบทวนข้อที่ผิดซ้ำ ทำข้อสอบเสมือนจริงชุดสุดท้าย แล้วพักให้พอก่อนวันสอบ
ถ้าอยากเรียนแบบมีโครงสร้าง ดูคอร์สภาษาอังกฤษและทักษะการทำงานจากพาร์ทเนอร์ได้ที่ หน้าคอร์สเรียน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- รอให้คะแนนสูงก่อนแล้วค่อยสมัคร: หลายตำแหน่งไม่ได้ขอคะแนน ส่งใบสมัครควบคู่ไปกับการเตรียมสอบได้
- ฝึกแต่ข้อสอบ ไม่ฝึกพูด: คะแนนดีแต่ตอบคำถามสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษไม่ได้ ทำให้เสียโอกาสได้เหมือนกัน
- ใส่คะแนนที่ไม่มีหลักฐาน: บริษัทอาจขอดูใบรายงานผล ให้เก็บไว้ให้เรียบร้อย
ไม่มีคะแนนก็แสดงภาษาอังกฤษได้
- Resume ภาษาอังกฤษที่เขียนชัดและไม่มีคำผิด ดูว่าเมื่อไหร่ควรใช้แบบไหนได้ที่ Resume ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ
- โปรไฟล์ LinkedIn ภาษาอังกฤษ ดู LinkedIn Profile ที่ HR มองหา
- ผลงานหรือ portfolio ที่เขียนอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ
- การสัมภาษณ์ที่ตอบได้คล่อง ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดที่สุด
คะแนนสอบช่วยเปิดประตู แต่สิ่งที่ทำให้ได้งานคือการใช้ภาษาได้จริงในวันสัมภาษณ์
เริ่มต้นยังไง
- เก็บประกาศงานเป้าหมาย 10 ประกาศจาก หน้าค้นหางาน แล้วจดเกณฑ์ภาษาอังกฤษ
- ตัดสินใจว่าต้องสอบหรือไม่ และสอบแบบไหน
- ทำข้อสอบเสมือนจริงหนึ่งชุดเพื่อรู้คะแนนตั้งต้น
- วางแผน 8 สัปดาห์และจองวันสอบ เพื่อให้มีเส้นตาย
- ระหว่างนั้นฝึกตอบคำถามสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษใน Interview Lab
ถ้าจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษเร็วๆ นี้ อ่านต่อที่ สัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษให้พูดได้มั่นใจ