LinkedIn Profile ให้น่าสนใจ: 8 เทคนิคที่ HR มองหา
8 จุดที่ควรปรับใน LinkedIn profile ตั้งแต่รูป headline About จนถึง Experience พร้อมตัวอย่างข้อความภาษาไทยและอังกฤษที่นำไปใช้ได้ทันที
คุณส่งใบสมัครไปหลายที่ แต่ HR ที่สนใจมักทำอีกอย่างก่อนโทรหา คือพิมพ์ชื่อคุณใน LinkedIn ถ้าสิ่งที่เขาเจอคือรูปเบลอ headline ว่างเปล่า และประวัติงานที่หยุดอัปเดตตั้งแต่สามปีก่อน ความประทับใจจาก resume ก็ลดลงทันที ข่าวดีคือ profile ที่ดีไม่ต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ใช้แค่หนึ่งถึงสองชั่วโมงกับ 8 จุดนี้
LinkedIn profile ที่ดีคืออะไร
Profile ที่ดีไม่ใช่ resume ฉบับออนไลน์ แต่เป็นหน้าที่ตอบคำถาม 3 ข้อของ recruiter ได้ภายในไม่กี่วินาที: คุณทำงานอะไร เก่งเรื่องอะไร และกำลังมองหาอะไร อีกข้อที่คนมักลืมคือ recruiter ค้นหาผู้สมัครด้วย keyword ถ้าคำที่เขาค้นไม่อยู่ใน profile คุณ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่โผล่ในผลค้นหา
8 เทคนิคปรับ profile ให้ HR สนใจ
1. รูปโปรไฟล์ที่เห็นหน้าชัด
ใช้รูปหน้าตรง แสงพอ พื้นหลังเรียบ แต่งตัวแบบที่คุณใส่ไปทำงานจริง และยิ้มนิดหน่อย ไม่ต้องจ้างช่างภาพ มือถือกับแสงจากหน้าต่างก็พอ เลี่ยงรูปที่ crop มาจากงานเลี้ยงหรือรูปหมู่ ส่วน cover image ด้านหลังใช้บอกสายงาน เช่น ภาพ dashboard ที่คุณทำ หรือโลโก้คอมมูนิตี้ที่คุณอยู่
2. Headline ที่มากกว่าชื่อตำแหน่ง
แทนที่จะเขียนแค่ Marketing Manager at Company X ลองใช้สูตร ตำแหน่ง + สิ่งที่ช่วยได้ + keyword เช่น Marketing Manager | ช่วยแบรนด์ FMCG โตด้วย performance marketing และ CRM สำหรับคนเพิ่งจบ: Data Analyst (Entry) | SQL, Power BI | สนใจงานวิเคราะห์ข้อมูลค้าปลีก ดูสูตรเพิ่มได้ที่ เทคนิคเขียน LinkedIn headline
3. About ที่เล่าเป็นเรื่อง
เขียน 4 ถึง 6 ประโยค ตามลำดับนี้: คุณทำงานด้านไหนมากี่ปี ผลงานที่ภูมิใจ 1 ถึง 2 เรื่อง ทักษะหลัก และสิ่งที่กำลังมองหา ตัวอย่าง: ผมทำงานด้าน supply chain มา 5 ปีในธุรกิจค้าปลีก ชอบใช้ข้อมูลลดของค้างสต็อก ล่าสุดออกแบบรายงานที่ทีมจัดซื้อใช้ทุกสัปดาห์ ตอนนี้สนใจบทบาท demand planning ในบริษัทที่ใช้ข้อมูลตัดสินใจจริง ถ้าสมัครงานบริษัทต่างชาติ เขียน About เป็นภาษาอังกฤษ
4. Experience ที่บอกผลลัพธ์
อย่าลอก job description มาวาง ใช้สูตร ทำอะไร + ทำอย่างไร + ได้ผลอะไร เช่น แทนที่จะเขียนว่า ดูแลทีมขาย ให้เขียนว่า นำทีมขาย 6 คน ปรับวิธีติดตามลูกค้าเก่า ทำให้ยอดขายซ้ำเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ถ้ามีตัวเลขจริงของคุณเองให้ใส่ ถ้าไม่มี บอกผลเชิงคุณภาพที่ตรวจสอบได้
5. Skills ที่ตรงกับงานที่อยากได้
เปิด JD ตำแหน่งที่อยากได้ 3 ถึง 5 ประกาศ จดทักษะที่โผล่ซ้ำ แล้วใส่ในส่วน Skills และผูกกับประสบการณ์ที่ใช้ทักษะนั้นจริง ขอ endorsement จากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานที่เห็นงานคุณ และ endorse คนอื่นอย่างจริงใจด้วย
6. โพสต์อย่างสม่ำเสมอแบบที่ทำได้จริง
ไม่ต้องเป็น influencer แค่สัปดาห์ละ 1 โพสต์ก็ช่วยให้คนเห็นว่าคุณคิดอย่างไร เช่น สรุปสิ่งที่ได้จากโปรเจกต์ล่าสุด เครื่องมือที่ช่วยให้งานเร็วขึ้น หรือบทเรียนจากความผิดพลาด การคอมเมนต์อย่างมีสาระในโพสต์ของคนในวงการก็นับเป็นการสร้างตัวตนเหมือนกัน
7. ใช้ Open to Work อย่างฉลาด
LinkedIn ให้เลือกได้ว่าจะแสดงสถานะหางานกับทุกคน หรือเฉพาะ recruiter ถ้ายังทำงานอยู่ เลือกแบบเฉพาะ recruiter แล้วระบุตำแหน่ง สถานที่ และรูปแบบงานที่ต้องการให้ชัด อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ ใช้ Open to Work ยังไงให้ได้ผล
8. Custom URL
เปลี่ยน URL ที่มีตัวเลขยาวเป็นชื่อคุณ เช่น linkedin.com/in/somchai-data แล้วใส่ใน resume และ email signature ดูเป็นมืออาชีพและพิมพ์ตามง่าย
สิ่งที่ไม่ควรทำบน LinkedIn
- โพสต์เรื่องส่วนตัวหรือดราม่าที่ทำงานเก่า
- กด connect แบบไม่มีข้อความ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน ลองเขียนสั้นๆ ว่าทำไมอยากเชื่อมต่อ
- ข้อมูลไม่ตรงกับ resume เช่น วันที่หรือตำแหน่งต่างกัน
- Headline ว่า Unemployed หรือ Looking for a job ให้บอกสิ่งที่คุณเก่งแทน
Recruiter ไม่ได้หาคนที่ดีที่สุดในโลก เขาหาคนที่หาเจอ และอ่านแล้วเข้าใจทันทีว่าเหมาะกับงาน
เริ่มต้นยังไง: แผน 7 วัน
- วันที่ 1: เปลี่ยนรูป cover และ custom URL
- วันที่ 2: เขียน headline ใหม่ตามสูตรด้านบน
- วันที่ 3: เขียน About 4 ถึง 6 ประโยค
- วันที่ 4 ถึง 5: ปรับ Experience ทุกตำแหน่งให้มีผลลัพธ์ และเทียบให้ตรงกับ resume ที่ Resume Lab
- วันที่ 6: เพิ่ม Skills จาก JD จริงบน หน้าค้นหางาน
- วันที่ 7: โพสต์แรก และทักคนในวงการ 3 คน
เมื่อ profile พร้อมแล้ว ขั้นต่อไปคือการทักหา recruiter อย่างมีชั้นเชิง อ่านต่อที่ วิธีส่งข้อความหา recruiter บน LinkedIn