จากพนักงานสู่เมนเทอร์: 3 เส้นทางสร้างอาชีพที่ยั่งยืนด้วยการแบ่งปันประสบการณ์
3 เส้นทางตัวอย่างของคนทำงานที่เริ่มเป็นเมนเทอร์ สิ่งที่ได้กลับมา วิธีออกแบบ session แรก และข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงก่อนเริ่มแบ่งปันประสบการณ์
มีน้องในทีมมาถามคุณเรื่องเดิมเป็นครั้งที่สาม: จะย้ายสายดีไหม จะต่อรองเงินเดือนยังไง portfolio ควรมีอะไร ทุกครั้งที่ตอบ คุณรู้สึกว่าประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมามีค่ากับคนอื่นมากกว่าที่คิด นี่คือจุดเริ่มต้นของคนจำนวนมากที่ก้าวจาก พนักงานที่เก่งงาน สู่เมนเทอร์ที่ช่วยให้คนอื่นเก่งขึ้น
เมนเทอร์คืออะไร ต่างจากโค้ชหรือที่ปรึกษายังไง
เมนเทอร์คือคนที่มีประสบการณ์ในสายงาน แล้วแบ่งปันมุมมอง บทเรียน และทางเลือกให้คนที่อยู่ก่อนหน้าบนเส้นทางเดียวกัน ต่างจากโค้ชที่เน้นตั้งคำถามให้คิดเอง และต่างจากที่ปรึกษาที่ลงมือแก้ปัญหาให้ เมนเทอร์ที่ดีมักผสมทั้งสองแบบ: เล่าว่าตัวเองเคยเจออะไร และช่วยให้อีกฝ่ายตัดสินใจเองได้ดีขึ้น
3 เส้นทางตัวอย่างสู่การเป็นเมนเทอร์
ตัวละครทั้งสามด้านล่างเป็น ตัวอย่างสมมติ ที่เรียบเรียงจากรูปแบบที่พบบ่อยในคนทำงานที่เริ่มเป็นเมนเทอร์ ไม่ใช่บุคคลจริง
เส้นทางที่ 1: UX Designer ที่อยากช่วยคนไม่ต้องลองผิดลองถูก
สมมติว่ามิ้นท์ทำงาน UX มาหลายปี เธอจำได้ว่าตอนเริ่มต้นเสียเวลาไปมากกับ portfolio ที่โชว์ภาพสวยแต่ไม่เล่ากระบวนการคิด เมื่อเริ่มเป็นเมนเทอร์ เธอโฟกัสเรื่องเดียวที่ถนัดที่สุด คือการรีวิว portfolio สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่รายได้เสริม แต่คือความสุขเมื่อเห็นคนที่เคยช่วยได้งานแรก และมุมมองใหม่จากคนรุ่นใหม่ที่ทำให้งานของเธอเองดีขึ้น
เส้นทางที่ 2: Developer ที่ได้จัดระเบียบความรู้ของตัวเอง
สมมติว่าบอสเป็น backend developer มาสิบปี เขาพบว่าการอธิบายเรื่อง system design ให้คนอื่นเข้าใจ บังคับให้เขาต้องเรียบเรียงความรู้ที่เคยอยู่ในหัวแบบกระจัดกระจาย ผลพลอยได้คือเขาอธิบายเรื่องยากได้ดีขึ้นในที่ทำงาน และเริ่มเขียนบทความเทคนิค คำถามที่เมนทีมาถามบ่อยที่สุดไม่ใช่เรื่องโค้ด แต่คือจะโตต่อทางสาย technical หรือ management ซึ่งเป็นเรื่องที่ประสบการณ์จริงช่วยได้มาก
เส้นทางที่ 3: HR ที่เห็นว่าคนต้องการมุมมองจากอีกฝั่งโต๊ะ
สมมติว่าแพรทำงาน HR มายาวนาน เธอสังเกตว่าคนหางานจำนวนมากไม่รู้ว่า HR มองหาอะไรใน resume หรือคิดอะไรระหว่างสัมภาษณ์ เมื่อเป็นเมนเทอร์ เธอช่วยเรื่อง resume การเตรียมสัมภาษณ์ และการคุยเรื่องเงินเดือน จุดแข็งของเธอคือมุมมองจากฝั่งคนตัดสินใจ ซึ่งหาอ่านจากอินเทอร์เน็ตได้ยาก
สิ่งที่เมนเทอร์ได้กลับมา
- เข้าใจงานตัวเองลึกขึ้น: การสอนบังคับให้คุณอธิบายสิ่งที่เคยทำโดยสัญชาตญาณ
- ทักษะการสื่อสารและ leadership: ฝึกฟัง ตั้งคำถาม และให้ feedback ที่ใช้ได้จริง
- เครือข่ายใหม่: รู้จักคนจากหลายบริษัทและหลายอุตสาหกรรม
- รายได้เสริมที่ยืดหยุ่น: บนแพลตฟอร์มอย่าง Plants.work เมนเทอร์กำหนดเวลาและเรื่องที่ถนัดได้เอง
ออกแบบ Session แรกยังไง
- ห้านาทีแรก: ถามว่าวันนี้อยากได้อะไรกลับไป ให้ตอบเป็นประโยคเดียว
- ช่วงกลาง: ฟังสถานการณ์ แล้วเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องจริง ไม่ใช่สอนทุกเรื่องที่รู้
- สิบนาทีสุดท้าย: สรุป action สองถึงสามข้อที่เมนทีทำได้ภายในสัปดาห์นี้
- หลังจบ: ส่งข้อความสรุปสั้นๆ เพื่อให้เมนทีกลับมาอ่านได้
ข้อผิดพลาดที่เมนเทอร์มือใหม่ทำบ่อย
- พูดมากกว่าฟัง: เมนทีต้องการคำตอบสำหรับสถานการณ์ของเขา ไม่ใช่ชีวประวัติของคุณ
- ตัดสินใจแทน: ให้ทางเลือกและเหตุผล แต่ให้เขาเลือกเอง
- รับทุกหัวข้อ: เลือกสองถึงสามเรื่องที่ถนัดจริงจะให้คุณค่าได้มากกว่า
- แชร์ข้อมูลบริษัทเดิม: ระวังเรื่องข้อมูลลับของนายจ้างและข้อมูลส่วนบุคคลของคนอื่น
ประสบการณ์ที่เก็บไว้คนเดียวมีค่าแค่กับคุณ ประสบการณ์ที่แบ่งปันจะเติบโตในคนอื่นต่อ
เริ่มต้นยังไง
- เขียนสามเรื่องที่คนมาถามคุณบ่อยที่สุดในที่ทำงาน นั่นคือหัวข้อแรกของคุณ
- เขียนประวัติสั้นที่บอกว่าคุณช่วยใครเรื่องอะไรได้ ไม่ใช่แค่ตำแหน่ง
- ลองให้คำปรึกษาคนรู้จักสองถึงสามคนก่อน เพื่อปรับรูปแบบ session
- ดูหน้า Mentors บน Plants.work ว่าเมนเทอร์คนอื่นนำเสนอตัวเองยังไง
- ขอ feedback หลังทุก session แล้วปรับต่อเนื่อง
- เมื่อพร้อม สมัครเป็นเมนเทอร์ได้ที่ หน้าสมัคร Mentor ของ Plants.work
ถ้าคุณอยู่ฝั่งที่กำลังหาคนช่วยแนะนำ อ่าน วิธีหาและใช้เมนเทอร์ให้ได้ประโยชน์ แล้ว นัดคุยกับ Mentor บน Plants.work หรือเริ่มจากถามคำถามแรกกับ AI Career Assistant ก่อนก็ได้